มีคนมาถามบ่อยมาก ทำ Agile แล้วมีอะไร ทำยังไง? จริงๆ ก็บอกเสมอนะ ในหลายปีนี้ไม่ค่อยชอบใช้คำว่าทำ Agile ด้วยซ้ำ…แม้จะเคยมีประสบการณ์เป็น PO มาบ้างแบบลูกทุ่งๆ…ไม่ได้เทรนจริงจังแบบเด็กๆรุ่นใหม่อะไร…

แค่หลายปีมานี้รู้สึกว่าในทุกๆ สภาพแวดล้อมใหม่ เราก็ต้องเรียนรู้ใหม่ เป็นพาดาวันคนใหม่เสมอแหละ…แล้วเราก็ไม่สามารถเอาสิ่งที่เคยสำเร็จในอดีตมาใส่ใน context ใหม่ได้ด้วย!!! เช่น เดียวกับที่หลายๆ คนบอกต้องเอา Agile แบบที่นั่นที่นี่ หรือ Framework นั้นนี้มาใช้สิ…

สิ่งที่เราต้องทำอย่าไปคิดว่าเราทำต้องทำ Agile เหมือนคนอื่นเค้า หรือต้องเป็นเหมือนคนดังคนใดมาพูดให้ฟังเสมือ เช่นกันแม้มีคนบอกว่าทำ Waterfall แล้วไม่ดี ก็ต้องถามกลับจริงเหรอ? (เคยเจอ Waterfall ที่ดีไหมละ? 🙂)

Agile ก็แค่ประโยคนึงไม่ต้องถามว่าทำยังไง มันคือ norm การทำงานปัจจุบันที่ทุกคนต้อง transform ไม่งั้น ถ้าเราเป็นคนรุ่นเก่า/หรือทำงานมาสักระยะ…แน่นอนเราต้องทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ เค้าก็โตมาแบบวิธีการทำงานใหม่ เราก็จะดูไม่ทันยุค แล้วเด็กก็จะรู้สึกแปลกที่แปลกทาง…

เช่นกันสมมุติถ้าเราเป็นคนที่เด็กกว่า ต้องทำงานกับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มากมายที่สำเร็จ แต่ก็ยังไม่อยากปรับเปลี่ยนอะไร…เราก้อต้องจูนนิ่ง…ทั้งเก่า-กลาง-ใหม่ให้ทะยานไปในกระแสโลกที่ถูกด้วย เพราะคนเก่าก็คือคนที่ทำสำเร็จ มีประสบการณ์ที่มีค่าอยู่…ดังนั้น ทุกบริษัทที่ทะยานไปข้างหน้าย่อมปรับเปลี่ยนหรือต้อง transform และ Agile ก็คือ 1 ในคำศัพท์คำฮิตที่ยังขายได้ดีใน 10 ปีหลังมานี้…เอวังดังนี้!

การ Transform สำหรับผมคือ “ช่วยกัน” สร้างสภาพแวดล้อม, คน, กระบวนการ…และเทคโนโลยีที่ “ดีขึ้นเร็วขึ้น และมีคุณภาพขึ้น” ในทุกวันเท่านั้นเอง…สูตรสำเร็จของใคร ก็ต้องมุ่งมั่นจริง ทำจริง…ทดลอง มีพื้นที่สำหรับลองผิดก่อนถูก…เพื่อให้ได้สิ่งที่เหมาะสมกับแต่ละที่ๆ นั้นเองแหละ…

ส่วนคำว่า “ดีขึ้น เร็วขึ้น มีคุณภาพ” สำหรับผมเป็นยังไง…ไว้มาสนทนาการนะครับ พบกันในงาน Agile Thailand 2022 😀

#ขอบคุณสำหรับเพื่อนใหม่ที่ทักทายกันเข้ามา 🙂 We are all Padawan for keep everything better in everyday 🙂

--

--

เหมือนช่วงนี้จะเป็นฤดูกาลย้ายงาน ทั้งฝั่งบริษัทหรือกิจการก้อต้องเติมคนให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงธุรกิจที่เข้ามา post-covid หรือจัดการกับ turnover ฝั่งในตลาดแรงงานก็คึกคักมาก คนหางานเยอะ เด็กจบใหม่ หรือมีประสบการณ์ต่างขวักไขว่หางาน แต่ช่วงวิกฤตที่จะต้องแบก หลายองค์กรก็ยังเน้นคนที่มีประสบการณ์และใช้งานได้ทันที แต่ก็ใช่จะปิดกั้นเด็กๆ ถ้าเด็กคนนั้นมีทักษะ หรือมีความ talents… ส่วนนึงที่อยากพูดคือฤดูกาลที่องค์กรดึงคนใหม่ๆ มา เรามักจะลืมคนเก่าคนแก่…คนที่เคยเป็นกำลังหลักในอดีต…แต่เรามักลืมเขา ด้วยกาลเวลาที่เขาเคยเป็นคนเก่ง…รับงานเยอะ หลายคน burn out จนเกือบเป็น deadwoods…แต่พอถึงช่วงเปลี่ยนถ่าย เราก้อจะเน้นคนใหม่จนลืมพวกเขา ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้ไม่ได้มีค่าตัว หรือต้นทุนที่เราต้องไปสอนงานสูงเท่าคนใหม่ด้วยซ้ำ…แล้วหัวใจที่คนเก่าที่ทำงานหนักทุ่มเท ทำจน burn out กลับมาได้คืออะไร…

“คุณค่าของคนเก่าคนแก่”
“คุณค่าของคนเก่าคนแก่”

หัวข้อนี้เกิดจากในวันหยุด แค่ต้องไปออกไปซื้ออาหารง่ายๆ สักมื้อในวันหยุดที่มีคนคับคั่ง เลยมีเวลารอและเสียเวลาหยุดคิดเพิ่มอีกสัก 20 นาที ในมุมที่ไม่ค่อยคิด เพื่อให้เพียงแค่เปลี่ยนมุมในการมองของเรา ให้เห็นภาพที่ต่างจากมุมมองปกติในวันเร่งรีบทุกๆ วัน ตัวอย่างเช่น - เจอร้านขายบัวลอย อยู่อีกฝั่งในซอยตรข้ามถนนที่เคยเจอ (ผมชอบบัวลอยมากไม่เคยแม้จะหันไปมองทางนั้นถนนอีกข้าง) - ร้าน 7–11 อีกสาขาที่ใหญ่กว่าร้านที่เข้าประจำ (แค่อีกฝั่งของถนน) - มีเมนูอาหารใหม่ในร้านตามสั่งเดิมที่ทานประจำ เพียงพลิกเมนูไปจากหน้าที่เคยมองเดิมๆ ไปอีกหน่อย - สีหน้า อารมณ์ของผู้คนในบรรยากาศที่บ้านเมืองเครียดและกดดัน วิถีชีวิตของคนที่ลำบากกว่าเรา โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ

“บางครั้งสิ่งนั้นก็มีอยู่แล้วแค่เราไม่เปลี่ยนวิธีมองแบบเดิมๆ”
“บางครั้งสิ่งนั้นก็มีอยู่แล้วแค่เราไม่เปลี่ยนวิธีมองแบบเดิมๆ”

หัวข้อนี้เกิดจากในวันหยุด แค่ต้องไปออกไปซื้ออาหารง่ายๆ สักมื้อในวันหยุดที่มีคนคับคั่ง เลยมีเวลารอและเสียเวลาหยุดคิดเพิ่มอีกสัก 20 นาที ในมุมที่ไม่ค่อยคิด

เพื่อให้เพียงแค่เปลี่ยนมุมในการมองของเรา ให้เห็นภาพที่ต่างจากมุมมองปกติในวันเร่งรีบทุกๆ วัน ตัวอย่างเช่น

- เจอร้านขายบัวลอย อยู่อีกฝั่งในซอยตรข้ามถนนที่เคยเจอ (ผมชอบบัวลอยมากไม่เคยแม้จะหันไปมองทางนั้นถนนอีกข้าง)
- ร้าน 7–11 อีกสาขาที่ใหญ่กว่าร้านที่เข้าประจำ (แค่อีกฝั่งของถนน)
- มีเมนูอาหารใหม่ในร้านตามสั่งเดิมที่ทานประจำ เพียงพลิกเมนูไปจากหน้าที่เคยมองเดิมๆ ไปอีกหน่อย
- สีหน้า อารมณ์ของผู้คนในบรรยากาศที่บ้านเมืองเครียดและกดดัน วิถีชีวิตของคนที่ลำบากกว่าเรา โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ

ในเวลาที่รออาหารตามสั่งจากร้านประจำประมาณ 20 นาที ได้ลองมอง ได้คิดในสิ่งที่ไม่คิด แล้วเปลี่ยนมุมมองเราบ้าง เรายังเจออะไรดีๆ หรือชวนคิดใหม่ตรงหน้าทั้งๆ ที่เป็นภถนนเส้นเดิม แค่การมองได้แม้เป็นเพียงแค่เล็กน้อย หรือทดลอง หรือให้เวลามองและคิดกับมัน

ดังนั้น ตัวของเราต้องพยายามอย่าติดกับความคิดเดิมๆ ของเรามากไป เพราะบางครั้งความคิด และยึดติดกับความคิดความสำเร็จทั้งเล็กหรือใหญ่เแบบดิมๆ…อาจจะทำให้เราสูญเสียคุณค่าการมองในมุมมองที่แตกต่างไปได้…

ยิ่งวิกฤตต้องยิ่งไม่จับจ่อ หรือเชื่อมั่นในแนวคิด ความสำเร็จเดิมๆ แผนการเดิมๆ ที่วางไว้ เราจะต้องเริ่มมองทุกอย่างในมุมที่ไม่เคยมองเสียบ้าง

ไม่ได้บอกว่าจะเจอสิ่งที่ดี แต่มุมมองใหม่ก็เป็นการสร้างพลัง หรือแนวคิดให้เราไปค้นหาคำตอบ เพื่อให้เกิดความพยายามให้ดีกว่าวันนี้หรือเปล่า?

ปล : ไข่เจียวแสนง่ายก็อร่อยกว่าสเต็ก หรืออาหารราคาแพงได้ในวันนี้

--

--

ก่อนจะใช้คำว่า “ทำน้อยแต่ได้มาก” (Less is more) ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่า หากเรายังไม่มีอะไรเลย แต่เลือกจะทำน้อยๆ เพื่อหวังว่าจะเกิดมันก้อคงยาก ตอนแรกเริ่มอาจจะต้องทำมากและเผื่อใจ fail ให้มาก (more is more) แต่ถ้าอยากบอกใครว่า “เธอต้องหัดทำน้อยให้ได้มาก…ไม่ฉลาดเลย” เราก็ต้องเข้าใจบริบทของคำที่กล่าว น้อยแต่ได้มาก (Less is more) คืออะไร ตัวอย่างเช่น GE สมัย Jack Welch หรือ Steve Jobs ยุค come back to Apple ที่ตอนนั้นธุรกิจของพวกเค้าทำอะไรเยอะไปหมด ไม่โฟกัส และแบกต้นทุนมหาศาล ก่อนที่จะมาเลือกทำสิ่งที่ตัวเองเก่ง และใช่และ scale ให้ได้เร็ว…

คิดถึงประโยค “ทำน้อยได้มาก” (Less is More) ที่พวกนักสร้างแรงบันดาลใจ หรือ Life Coach ชอบพูดกัน
คิดถึงประโยค “ทำน้อยได้มาก” (Less is More) ที่พวกนักสร้างแรงบันดาลใจ หรือ Life Coach ชอบพูดกัน

ก่อนจะใช้คำว่า “ทำน้อยแต่ได้มาก” (Less is more) ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่า หากเรายังไม่มีอะไรเลย แต่เลือกจะทำน้อยๆ เพื่อหวังว่าจะเกิดมันก้อคงยาก ตอนแรกเริ่มอาจจะต้องทำมากและเผื่อใจ fail ให้มาก (more is more)

แต่ถ้าอยากบอกใครว่า “เธอต้องหัดทำน้อยให้ได้มาก…ไม่ฉลาดเลย” เราก็ต้องเข้าใจบริบทของคำที่กล่าว น้อยแต่ได้มาก (Less is more) คืออะไร

ตัวอย่างเช่น GE สมัย Jack Welch หรือ Steve Jobs ยุค come back to Apple ที่ตอนนั้นธุรกิจของพวกเค้าทำอะไรเยอะไปหมด ไม่โฟกัส และแบกต้นทุนมหาศาล ก่อนที่จะมาเลือกทำสิ่งที่ตัวเองเก่ง และใช่และ scale ให้ได้เร็ว…

แต่กลับกันคนที่ไม่มีอะไรเลย (Nothing) หรือมีแต่ฝันเต็มไปหมด… บอกตัวเองจะต้องเริ่มจาก ต้อง “ทำน้อยให้ได้มาก” (Less is more) ก็อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะตัวเองไม่ได้มีของอะไรมีแค่ฝัน แล้วถ้ายิ่งไม่มีอะไรเลย คุณต้องเริ่มจากทำให้มากเข้าไว้ (Much more) ยิ่งมากยิ่งดี

เพราะคุณจะได้รู้อะไรควรตัดทิ้งให้เร็วเวลาที่ไม่เวอร์ก แต่ถ้าอยากจะเอาเท่ห์ขอบอก ต้องเลือกทำน้อยๆ ให้ได้มาก โดยที่ไม่รู้ที่ทำมันใช่ไหม…ก็ลำบากอยู่…ก็เห็นคนมีฝันสวยงามไปไม่ถึงไหนมากมาย…

“คนมีวิสัยทัศน์ คือคนที่ทำมาก ตัดสิ่งไม่ใช่ ทำสิ่งที่จะต่อยอดในทุกเวลาที่เสียไปที่จะ scale ได้อย่างรวดเร็วเป็น 10 เท่า…และยิ่งได้ผลมากเป็นทวีคูณ” (ยิ่งทำมาก ยิ่งผิดน้อยลง ยิ่งได้ผลลัพธ์มาก)

ส่วนคนที่มีฝัน หรือแผนสวยหรู แต่ไปไม่ถึงไหนเสียที…ก็คือ แค่ “คนช่างฝัน” เป็นได้แค่นั้น…

--

--

เหมือนเป็นคำถามที่ได้ยินจากการทำงานในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า pains ที่สำคัญที่สุดของการทำงานของหลายๆ คนคือ “จะเก็บ requirment เองยังไง?” “จะรู้ requirement ได้อย่างไร เพราะปกติก็ให้ user บอกไม่ใช่เหรอ?” หรือ “อะไรคือ requirment ที่ควรเอามาทำ?” เป็นต้น มันมีขั้นตอนที่น่าสนใจ เรียกว่า Discovery or Product discovery ซึ่งก็หมายถึง การทำยังไงให้เรารู้เรากำลังจะสร้าง หรือทดสอบอะไร ซึ่งปกติก็มีหลายตำรา หลายวิธีการ ที่แต่ละวิธีส่วนใหญ่ก็มีเพื่อ make sure ให้มากที่สุดว่ากลยุทธ์ หรือสมมุติฐานการสร้างเราถูกทาง หรือ requirement นั้นเกิดหรือมาจากเสียงหรือความต้องการของลูกค้าที่จะไปแก้ปัญหาต่างๆ หรือแม้กระทั่ง เพิ่มประโยชน์การใข้งานของลูกค้าได้จริง…

จะเริ่มทำ Product Discovery อย่างไรดี?
จะเริ่มทำ Product Discovery อย่างไรดี?
Yongyuth Buranatepaporn

Yongyuth Buranatepaporn

As Product Owner, my role is to ensure that products on my hand will be success